Fiction:SoW [1 Chapter]
posted on 11 May 2008 21:39 by lunarezตรงส่วนนี้ ผมไว้สำหรับลงนิยายของผมนะครับ
หวังว่าทุกท่านจะคอยติดตามอ่าน
อนึ่ง ผู้ใดทำการคัดลอก เลียนแบบ ดัดแปลงแก้ไข หรือแอบอ้างส่วนใดส่วนหนึ่งของนิยายนี้
โดยไม่ได้ขออนุญาต หรือให้ที่มา ผมจะตามไล่ล่าจนถึงที่สุด
จมูกหมาอย่างผม ไล่ตามคุณได้แน่ครับ
-----------------------------------------------------------------------------------------------
....ฝนตกลงมาแล้ว....
....สายลมหวีดหวิว ดังก้องสะท้านไปทั่วผืนหญ้ากว้าง....
....คบเพลิงร้อนค่อยๆมอดดับ ด้วยวารีจากฟากฟ้า....
....ฝน คอยทำหน้าที่ชำระล้างผืนโลกที่เปรอะเปื้อน....
....เป็นสัญญาณของการเริ่มต้นใหม่....
....ดั่งเพลงบรรเลงเปิดแห่งพงไพร....
Song of the Wild
Story by Lunarez
เป็นเวลานานมาแล้ว ในทวีป Aeon ที่สิ่งมีชีวิตหลากหลายเผ่าพันธุ์ มนุษย์หลายเชื้อชาติอาศัยอยู่ในทวีปแห่งนี้ ทั้งเผ่าพันธุ์ที่เป็นผู้ตั้งถิ่นฐานในดินแดนอันรกร้างเป็นผู้แรก
เช่นดราโกนอยด์ที่มีร่างกายเป็นครึ่งสัตว์เลื้อยคลาน หรือเผ่าที่ดำรงชีวิตอยู่ร่วมกับธรรมชาติตามครรลองอย่างสไปรท์
หรือแม้แต่มนุษย์ที่พัฒนาอารยธรรมและเทคโนโลยีของตนยิ่งขึ้นไป เหล่าสิ่งมีชีวิตทุกชีวิต ล้วนดำเนินไปตามเส้นทางของตน ดั่งโน้ตเพลงที่อยู่ในบรรทัดเสียงอันไร้สิ้นสุด เกิดเป็นเพลงที่ไพเราะและงดงาม
หากแต่ไม่ใช่ว่าความสงบสุขจะคงอยู่ตลอดกาลนาน
ความบาดหมางระหว่างมนุษย์และเผ่าอื่นๆ มีมากขึ้นเรื่อยๆ จนน่าตกใจ จนความเป็นมิตรที่เคยมีอยู่ พลันหายไปจนหมด
เหล่ามนุษย์ แยกตัวเป็นปฏิปักษ์กับเผ่าต่างๆในที่สุด เหล่าอมนุษย์ทั้งหลาย ที่ถูกกันออกจากกลุ่มของพวกมนุษย์ ถูกเรียกรวมๆ ว่าวอเรียน (Wuarian) อันเป็นคำกล่าวแช่งในภาษามนุษย์หมายถึงผู้เป็นเดรัจฉาน
เป็นครั้งแรกที่สงครามเผ่าพันธุ์เกิดขึ้นในรอบ 500 ปี
และเป็นจุดเริ่มต้นของเรื่องราวทั้งหลาย ที่จะเกิดขึ้นต่อไปนี้...
-----------------------------------------------------------------------------------------------
สายลมพัดผ่านข้ามทุ่งหญ้าแห่งผืนไพรใหญ่ เสียงใบไม้เซ็งแซ่ดังขึ้นเป็นระยะๆตามจังหวะลมแรง ท้องฟ้าไร้เมฆาเต็มไปด้วยเหล่าดาราและส่องสว่างด้วยจันทร์เพ็ญสีนวล จนทำให้ผืนป่าเงียบสงัดนี้ ดูสว่างไสวในยามค่ำคืน
นอกจากแสงดาวและแสงเดือนแล้ว ยังคงมีอีกสิ่งที่ทำให้ไพรใหญ่สว่างขึ้น มันคือคบเพลิงที่อยู่ในมือของมนุษย์จำนวนนับสิบ ในมืออีกข้างที่ไม่ได้ถือคบเพลิงนั้น เต็มไปด้วยอาวุธนานาชนิด ทั้งดาบ หอก ขวาน และเท่าที่หาได้ พวกเขาเดินทางอย่างเงียบเชียบ ไร้ซุ่มเสียงใดๆ ราวกับกลัวว่าจะมีผู้ใดรับรู้
ก่อนที่พวกเขาจะหยุดลงที่หน้ากระท่อมเล็กๆแห่งหนึ่ง...
และตามมาด้วยเสียงโหยหวนและกลิ่นคาวเลือด...
........................
Diary Book 1 : Part 1
First met
แซ่กๆๆ!
ขาน้อยๆเร่งก้าวออกวิ่งเท่าที่ร่างกายอันบอบช้ำจะสามารถทำได้ ร่างเล็กๆของฉันก้าวเดินอย่างทุลักทุเล บาดแผลน้อยใหญ่ที่อยู่ตามตัวมีทั้งรอยฟกช้ำ แผลถูกฟัน และอีกเกินจะกล่าวหมด ทิ้งรอยโลหิตไว้เป็นทาง ตามทิศที่ก้าวออกไป
ในที่สุด ฉันก็ล้มลงอย่างหมดแรง ลมหายใจหอบถี่อย่างรวยริน โลหิตไหลรินเป็นสายน้ำ พร้อมๆกับดวงตาที่ใกล้จะปิดลง แม้ฉันจะพยายามอย่างไร แต่ร่างกายของฉันนั้นก็ถึงขีดจำกัดเสียแล้ว ภาพที่เห็นรอบด้านเริ่มค่อยๆมืดลง พร้อมๆกับสติที่เลือนรางจนใกล้จะหายไป
ในขณะที่ฉันมองไม่เห็น หรือไม่รู้สึกสิ่งใดอีกแล้ว ฉันได้ยินเสียงหนึ่งเรียกฉันอยู่ห่างๆ
“นี่! เป็นอะไรหรือเปล่า!?”
........................
ฉันกระพริบตาปริบๆเมื่อตื่นขึ้น และมองเห็นเพดานที่ทำจากไม้สีน้ำตาลเป็นอย่างแรก ตามด้วยการขยี้ตาตนเองเพื่อดูให้แน่ใจอีกครั้งว่าฉันไม่ได้ดูผิด พลางเค้นความทรงจำเท่าที่จำได้ว่าตัวเองมาที่นี่ได้อย่างไร แต่มันก็ไร้ประโยชน์สิ้นดี เมื่อฉันนึกอะไรไม่ออก นอกจากเสียงที่เรียกฉันในตอนสุดท้าย
บางทีฉันคงถูกช่วย และพามาที่นี่โดยไม่รู้ตัวกระมัง...
เมื่อคลายข้อสงสัยได้แล้ว ฉันจึงเริ่มสำรวจตัวเองและรอบๆ ฉันเริ่มมองไปรอบๆห้องที่ฉันอยู่เพื่อสำรวจว่าฉันอยู่ที่ไหน มันเป็นห้องที่ทำด้วยไม้ ขนาดไม่เล็กไม่ใหญ่ มีโต๊ะและเก้าอี้อย่างละตัวตั้งอยู่ห่างจากเตียงที่ฉันนอนไม่มากนัก มีหน้าต่างสองบานที่เปิดให้ลมผ่านเข้าออก ฉันมองไปรอบๆ จนมาสะดุดอยู่ที่กระจกเงาบานหนึ่งที่ตั้งอยู่ในห้อง
สิ่งที่ฉันเห็นคือร่างของฉันซึ่งเป็นลูกมนุษย์หมาป่าขนสีครามตัวเล็กๆ ที่สภาพเหมือนลูกสุนัขที่โดนยัดอยู่ในก้อนผ้าพันแผลและผ้าห่ม ดวงตาสีแดงเหมือนทับทิมจ้องตอบฉันกลับมาอย่างสงสัย
ด้วยความฉงนใจว่าฉันบาดเจ็บแค่ไหน ฉันจึงขยับแขนและขาเพื่อเช็คว่าพวกมันยังอยู่ดี
ความรู้สึกเจ็บเกิดขึ้นเล็กน้อยเมื่อฉันออกแรงเกร็งแขนของตัวเอง ทำให้ฉันชะงักกึก แผลถลอกมากมายตามตัวทำให้ขนสีน้ำเงินครามของฉันหายไปเป็นหย่อมๆ ดูน่าเกลียดซะไม่มี แถมนอกจากแผลถลอกที่แสบๆคันๆเหล่านี้ ฉันยังรู้สึกปวดเมื่อยหลังของตัวเองมากๆ ซึ่งทำให้ฉันพอจะเอาได้ว่าฉันคงไม่ได้มานอนอยู่บนเตียงนี้แค่วันหรือสองวันแน่ๆ
สิ่งที่ฉันเริ่มทำต่อทันที ก็คือลุกขึ้นนั่ง เพื่อหวังจะให้อาการปวดหลังคลายลงบ้างซักหน่อย
ทันทีที่ออกแรงยันตัวขึ้น ความเจ็บปวดที่ค่อยๆถาโถมเข้าสู่ร่างกายของฉันแปลบๆ บวกด้วยการถูกพันด้วยผ้าพันแผลและผ้ากอซเต็มไปหมด ทำให้ฉันรู้สึกรำคาญใจอย่างเป็นที่สุด เพราะฉันแทบจะขยับตัวได้ลำบากเหลือเกิน
...ไอ้บ้าหน้าไหนฟะ...ทำแผลได้ห่วยแตกชะมัด
ฉันคิด และเริ่มจินตนาการหน้าของคนที่พันแผลให้ฉันไปต่างๆนาๆ...
แอ๊ด...
แต่ก่อนที่ฉันจะเริ่มนึกไปได้ไกล เสียงประตูห้องลั่นขึ้นเบาๆ และบานประตูก็ค่อยๆเปิดออก พร้อมกับร่างที่เล็กพอๆกับฉันเดินเข้ามาในห้อง เธอเป็นมนุษย์จิ้งจอกตัวน้อยๆ ขนสีน้ำตาลแดง ไว้ผมยาวสีทองถึงกลางหลัง หน้าตาคงจะน่ารัก...ถ้าตอนนี้เธอไม่ได้ทำหน้าบูดบึ้งราวกับโมโหหรือรำคาญอะไรซักอย่าง
จิ้งจอกน้อยถือสิ่งหนึ่งมาพร้อมกับเธอด้วย มันคือกระบะน้ำใบใหญ่เกินตัวเธอ ซึ่งบรรจุน้ำอยู่เต็ม ดูจากท่าทางของเธอแล้วคงต้องใช้แรงกายอย่างมากในการยกมันมาที่นี่ จิ้งจอกน้อยแบกมันมาวางบนโต๊ะในห้องอย่างทุลักทุเล โดยไม่ได้สนใจฉันที่นั่งมองอยู่ ก่อนที่เธอจะสบถออกมาด้วยเสียงดังฟังชัด
“...ทำไมฉันจะต้องมานั่งดูแลเจ้าหมาฟ้าตัวนี้ด้วยนะ...”
แล้วเธอก็หยิบผ้าขนหนูในอ่างมาบิด ตามด้วยหันขวับมาที่ฉัน พร้อมๆกับดวงตาสีเขียวของเธอและดวงตาสีแดงของฉันประสานกัน
มันกลายเป็นความเงียบขึ้นทันทีทันใด จิ้งจอกน้อยดูจะอึ้งไปชั่วขณะเมื่อเธอเห็นว่าฉันไม่ได้หลับอยู่ ฉันเองก็พูดอะไรไม่ออกเหมือนกัน ได้แต่ยิ้มบางๆที่มุมปากอย่างอดขำไม่ได้กับท่าทางเหวอๆ ของเธอ
และแล้วก็เป็นเธอที่ทำลายความเงียบก่อน
“…เอ่อ...ตื่นตั้งแต่เมื่อไหร่...?” เธอถามด้วยสีหน้าตื่นๆ ฉันหัวเราะนิดๆ ก่อนจะตอบกลับไป
“ก็นานพอจะได้ยินเธอบ่นนั่นแหละ”
........................
ฉันชื่อลอเรนซ์ ลูน่าเรซ ไลก้าบลัด
ฉันเป็นวูล์ฟแฟรม(Wolffram) เผ่าสมิงรูปร่างคล้ายหมาป่ายืนสองขา หรือที่ชาวมนุษย์มักเรียกเรารวมๆกับเผ่าอื่นๆอย่างดูแคลนว่า วอร์เรียน
และชาวมนุษย์เช่นกันนี่เอง ที่ทำให้ท่านพ่อและแม่ของฉัน... ทำให้ทั้งสองต้องตาย และทำให้ฉันต้องพลัดพรากจากน้องชายของฉัน
และขณะนี้ ที่นี่ ที่ๆฉันอยู่คือหมู่บ้านไลก์ เป็นหมู่บ้านเล็กๆที่ซ่อนตัวอยู่กลางป่าใหญ่ ฉันมาอาศัยอยู่ที่นี่ได้หลายเดือนแล้ว หลังจากที่บ้านของครอบครัวของฉันกลางป่า โดนมนุษย์บุกเข้าทำลาย
ฉันที่หนีหัวซุกหัวซุนอย่างไร้ทิศทาง ล้มลงข้างๆตัวหมู่บ้านในขณะที่จิ้งจอกน้อยผู้อยู่ตรงหน้าตอนนี้กำลังเดินตากลมอย่างสบายอารมณ์อยู่พอดี ฉันจึงกึ่งถูกแบกถูกลากเข้ามารักษาตัวในหมู่บ้านได้ทันก่อนจะสิ้นลมไปจริงๆ
นับว่าโชคดีที่วิ่งจนหนีมาถึงที่นี่ได้
จิ้งจอกน้อยผู้มีพระคุณของฉันเธอชื่อ เฟร่า ฮาวด์ สตาร์ฟอล เธอเป็นมนุษย์จิ้งจอกหรือฟอเซีย(Foxia) อันเป็นเผ่าสมิงที่รูปร่างเป็นกึ่งๆสุนัขจิ้งจอก เฟร่ามีขนสีแดงน้ำตาลและผมสีทองสยายยาวเป็นเอกลักษณ์ และเมื่อขนและผมของเธอสะท้อนกับแสงแดดก็จะเปล่งประกายสวยงามจนติดตา ต่างจากฉันที่มีขนฟ้าอ่อนเกือบขาว และผมสีน้ำเงินเข้มอันไม่ใช่ลักษณะของชาวสมิงทั่วไป
เมื่อทราบว่าฉันไม่มีที่อยู่และที่พึ่งพิง ท่านเรวิส หัวหน้าหมู่บ้านไลก์ พ่อของเฟร่า จึงอาสาที่จะเลี้ยงดูฉันด้วยตนเอง
แต่ด้วยเพราะว่าฉันนั้นเป็นเพียงคนนอกแถมยังมีขนสีประหลาดไม่เหมือนคนอื่น ฉันจึงมักมีเรื่องกับเด็กในหมู่บ้านเป็นประจำอยู่เนืองๆ
และเมื่อเกิดเรื่อง คนที่จะทำแผลให้ฉันทุกครั้งก็คือเฟร่า
"นี่ อยู่นิ่งๆสิ ชั้นทำแผลไม่ถนัดนะ!"
ใครมันจะอยู่นิ่งๆได้ ในเมื่อจิ้งจอกแดงไม่มีการยั้งมือแม้แต่นิด เห็นตรงไหนมีแผลก็กดยาทาลงไปเต็มแรงจนฉันร้องจ้าก แถมดูเธอจะไม่ค่อยสนใจเสียงของฉันเอาเสียเลย
เป็นอีกครั้งที่แล้วฉันทะเลาะกับเด็กคนอื่น คราวนี้เจ้าตัวคู่กรณีเป็นเจ้ากริเซอร์ ไกรด์ เจ้านั่นเป็นเด็กที่ตัวใหญ่ที่ตัวใหญ่ที่สุดในหมู่บ้านแถมยังแข็งแรงไม่น้อยเพราะเป็นสมิงเผ่าบาเรย์(Baerey)ที่มีลักษณะออกไปทางหมี ฉันจึงได้แผลกลับมามากกว่าปกติบวกกับรอยฟกช้ำดำเขียวมากมาย
ความจริงแล้วฉันก็ไม่ได้คิดจะไปยุ่งอะไรกับหมอนั่นนักหรอก เพราะมันชอบทำตัวเป็นอันธพาลประจำหมู่บ้านอยู่แล้ว ถ้ายุ่งเกี่ยวกับมันจะมีปัญหาเยอะ ถ้าหากว่ามันไม่หันมาแขวะถึงพ่อกับแม่ของฉันเสียก่อน
เพียงแค่สามคำเท่านั้นที่มันด่าว่าพวกท่าน มันก็พบว่าฉันงับเข้าที่แขนของมันเข้าจมเขี้ยวให้เสียแล้ว
หลังจากช่วงการทำ(ทรมาณทรกรรม)แผล ฉันจึงหายใจอย่างทั่วท้องอีกครั้ง ผ้าพันแผลมากมายที่ถูกพันนั้นทำให้แผลดูเรียบร้อยและสะอาดตา แต่ก็ยังรัดแน่นจนขยับตัวได้ลำบาก
"ไม่เป็นเรื่องจริงๆ" จิ้งจอกน้อยเอ่ยบ่นพลางถอนหายใจอย่างเสียมิได้ "คิดยังไงไปฟัดกับเจ้าหมีนั่น นายก็รู้ว่ามันนิสัยอันธพาลแถมยังโมโหร้ายแค่ไหน ดีนะที่จบแค่แผลเหวอะ"
"ชั้นก็ไม่ได้คิดจะยุ่งกับมันนี่ มันยุ่งกับฉันก่อน" ฉันเถียงกลับด้วยอารมณ์หงุดหงิดที่ยังคุกกรุ่น "ถ้ามีใครมาว่าท่านเรวิสให้เธอได้ยินเหมือนกับที่มันว่าพ่อชั้น เธอจะโมโหมั้ย...โอ๊ย!"
ฉันยังไม่ทันจะพูดจบเฟร่าก็บีบแผลยาวตรงแขนของฉันอย่างแรงจนฉันต้องสงบปากสงบคำ ดวงตาสีเขียวมองหน้าฉันอย่างโมโหๆและขุ่นเคือง ทำให้ฉันต้องหลบสายตาเธอและเงียบลง เฟร่าติดนิสัยใจร้อนและทำอะไรเอาแต่มาจากท่านเรวิส จิ้งจอกน้อยมักหงุดหงิดกับเรื่องง่ายๆ อย่างเช่นการขัดใจเล็กๆน้อยๆ หรือการไม่เชื่อฟัง และการที่ฉันเถียงเธอกลับไปเมื่อกี้ก็ทำให้เฟร่าดูจะหงุดหงิดขึ้นมาเสียแล้ว
ฉันเลียแผลตัวเองที่เลือดซิบแผล่บๆ ขณะที่เฟร่าเริ่มเทศนาฉันต่อ
เอาเถอะ หวังว่าวันพรุ่งนี้คงจะไม่เจอเรื่องเจ็บหนักแบบนี้อีกนะ...
-----------------------------------------------------------------------------------------------